แนะนำ 3 อุตสาหกรรม SME ไทยมีศักยภาพส่งออก
ประเทศพม่าหรือเมียนมา ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพรมแดนติดกับหลายประเทศ เช่น ไทย ลาว จีน อินเดีย และบังกลาเทศ ด้วยที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เมียนมาจึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ประเทศยังมีทรัพยากรธรรมชาติมากมายและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์และศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต
อุตสาหกรรมพลังงานของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีบทบาทสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์หมวด HS27 อันได้แก่ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันปิโตรเลียมและ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น เช่น น้ำมันดีเซลสำหรับยานยนต์ (HS27101971) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สาธารณรัฐ แห่งสหภาพเมียนมาต้องนำเข้าในสัดส่วนสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ แม้ว่าสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่เป็น หนึ่งในสินค้าส่งออกหลัก แต่ภายหลังการรัฐประหารในปี 2564 ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงานอย่าง รุนแรง โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าลดลงจากกว่า 6,000 เมกะวัตต์ เหลือเพียงราว 2,200 เมกะวัตต์ต่อวัน ส่งผล ให้ภาคเศรษฐกิจและสังคมได้รับผลกระทบในวงกว้าง ขณะเดียวกัน การคว่ำบาตรจากนานาชาติยังส่งผล กระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศในภาคพลังงาน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการใหม่ต้องชะลอตัวลง แม้ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาจะมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ และถ่านหิน แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็น อุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศ
อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าพลาสติกประเภทจุก ฝา และที่ปิดครอบอื่น ๆ (HS39235000) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศเมียนมา จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่ม อุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีการขยายตัวอย่างมากใน เมืองหลักอย่าง ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ที่มีคุณภาพเพื่อยืดอายุ สินค้าและเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ ทำให้ความต้องการจุก ฝา และบรรจุภัณฑ์พลาสติกเติบโตอย่างชัดเจน ในขณะที่อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ภายในของเมียนมายังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และ วัตถุดิบ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ จากประเทศอาเซียนที่มีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้อย่างไทย ซึ่งได้รับประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรี อาเซียน (AFTA) ที่ลดอัตราภาษีนำเข้าในหมวด HS39 เหลือร้อยละ 0 ทำให้สินค้าพลาสติกจากไทยมี ความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการขยายตลาดในเมียนมาเพิ่มขึ้น
เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว บริษัทไทยได้เข้าไปลงทุนในเมียนมา เช่น บริษัท เอส.พี.เพ็ทแพ็ค จำกัด (SP PETPACK) ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) เปิดโรงงานผลิตบรรจุ ภัณฑ์พลาสติกแห่งแรกในนิคมเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา เมืองย่างกุ้ง โดยระยะแรกมีกำลังการผลิต 3,000 ตัน ต่อปี และจะขยายเป็น 8,000 ตันต่อปี ภายในปี 2569 เพื่อรองรับลูกค้าในตลาดเมียนมาและอาเซียน50 นอกจากนี้ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกขึ้น รูปขวดและฝาปิดในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา เมืองย่างกุ้ง โดยมีกำลังการผลิต 8,000 ตันต่อปี เพื่อตอบสนอง ความต้องการของตลาดบรรจุภัณฑ์ภายในประเทศ
อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและสุขภาพในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มนม ถั่วเหลืองที่มีนมผสม (HS22572920) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งเป็นผล มาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัย และโภชนาการของ อาหารและเครื่องดื่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเมือง วัยทำงาน และชนชั้นกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของระบบค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อใน เขตเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ที่เอื้อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพได้มากขึ้น แม้ว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนมถั่วเหลืองจะยังถือเป็นสินค้าที่ไม่แพร่หลายในพฤติกรรมการบริโภคแบบดั้งเดิมของ ชาวเมียนมา แต่ด้วยกระแสการดูแลสุขภาพ การลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และความสนใจในเครื่องดื่ม ทางเลือกของผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ตลาดนี้มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน
ในเชิงปริมาณ มูลค่าการนำเข้าสินค้าในกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มนมถั่วเหลืองที่มีนมผสม แม้จะยังอยู่ใน ระดับไม่สูงเมื่อเทียบกับหมวดเครื่องดื่มรวมทั้งหมด (HS2202) แต่ก็สะท้อนถึงการก่อตัวของตลาดเฉพาะที่ กำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยทำงานและคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทาง โภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคที่สอดคล้องกับสุขภาพ ปัจจัยดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ ผู้ประกอบการสามารถใช้เพื่อวางตำแหน่งสินค้าในตลาดระดับกลางถึงระดับบน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี รสชาติหลากหลาย ราคาที่เหมาะสม และภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่น
ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลในช่วงปี 2019-2023
อัปเดตข้อมูลล่าสุด : 01-10-2025